หลักการวางแผนการเงิน ฉบับ มนุษย์เงินเดือน เริ่มต้นได้แบบง่ายๆ ช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋า

วางแผนการเงินมนุษย์เงินเดือน

วันนี้เราจะมาแนะนำการ วางแผนการเงินมนุษย์เงินเดือน กัน นิยามของคำว่า มนุษย์เงินเดือน นั้น สำหรับ คนส่วนใหญ่ น่าจะเข้าใจตรงกันว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานแล้วได้รับรายได้ เดือนละ 1 ครั้ง และมี รายได้ ทางเดียว คือ เงินเดือน และ เมื่อนึกถึงคำว่า มนุษย์เงินเดือน คนจำนวนมาก ก็มักจะมีความรู้สึกถึงคำว่า มนุษย์เงินเดือน นั้น มีรายได้น้อย หรือ มีรายได้จำกัด ซึ่งความจริงแล้ว เงินเดือนนั้น มีตั้งแต่ หลักพัน หลักหมื่น หลักแสน หรือ กระทั่ง หลักล้าน

แต่สำหรับ มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ หลายแสน หรือ เป็นหลักล้านต่อเดือน นั้น น่าจะไม่ได้มีรายได้ จากการทำงานทางเดียว คงจะมีทั้ง ธุรกิจส่วนตัว ร่วมลงทุนกับพรรคพวก ลงทุนตราสารทางการเงินต่าง ๆ หรือ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เอาเป็นว่า คนกลุ่มนี้ น่าจะมีรายได้จาก การเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ นักลงทุน ไม่น้อยไปกว่า เงินเดือนที่ได้รับอยู่ ซึ่งลักษณะการวางแผนการเงินของคนกลุ่มนี้ ย่อมแตกต่างกับกลุ่มที่ได้รับเงินเดือนเป็นรายได้หลักทางเดียว

สอบถามเรื่องการวางแผนการเงินเพิ่มเติม คลิก

หลักการ วางแผนการเงินมนุษย์เงินเดือน

เมื่อเราพูดถึงการ วางแผนการเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน (โดยส่วนใหญ่) ในบทความนี้ เราจึงอยากจะให้ จำเพาะเจาะจง สำหรับ มนุษย์เงินเดือน ที่มีรายได้แหล่งเดียวเป็นหลัก และ ไม่ได้มีเงินเดือนมากมายนัก เอาว่า มีรายได้ เพียงพอ กับค่าใช้จ่าย เหลือเก็บบ้าง ก็ยอดเยี่ยมแล้ว

1.รู้รายได้ ก่อน และ หลัง ภาษี

มีคำกล่าวว่า 2 อย่างที่คุณหนีไม่พ้น คือ ความตาย และ ภาษี เงินเดือนของคุณ ไม่ใช่รายได้สุทธิของคุณ เพราะมันมักจะถูกหักภาษีไว้ก่อนเสมอ ดังนั้น เมื่อจะวางแผนการเงินได้ถูกต้อง คุณต้องรู้ว่า รายได้หลังภาษี เป็นเท่าไหร่ แล้วจึงนำเงินรายได้สุทธิ ไปวางแผนข้อถัดไป

2.วางแผนการจัดการรายจ่าย

วางแผนรายรับรายจ่าย

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน ถ้าคุณโชคดี ไม่ได้เริ่มต้น โดยที่มีหนี้สินติดตัว หรือ ภาระค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มต้น เช่น หนี้กู้ยืมการศึกษา จ่ายค่าเทอมให้น้องที่ยังเรียนไม่จบ หรือ ช่วยพ่อแม่ผ่อนบ้านที่ยังผ่อนไม่หมด คุณก็จะมีอิสระในการวางแผนค่าใช้จ่ายได้มากกว่า คนที่เริ่มต้นทำงานพร้อม ๆ กับภาระค่าใช้จ่ายที่ติดตัวทันทีที่เรียนจบ ก่อนอื่นให้แน่ใจการก่อนว่า “รายได้ของคุณมากกว่ารายจ่าย”

แล้วถ้า รายได้ของคุณน้อยกว่ารายจ่ายล่ะ อันนี้คือ วิกฤตล่ะ คุณคงต้องหางานใหม่ หรือ ต้องทำงานมากกว่า 1 งาน เพื่อเพิ่มรายได้ เพราะตราบที่ รายได้คุณน้อยกว่ารายจ่าย คุณก็ต้องก่อหนี้แน่นอน และ หนี้สินเพื่อการอุปโภคบริโภค มักจะเป็นหนี้ ที่ ดอกเบี้ยสูงมาก คนจำนวนมาก ติดกับดักหนี้ประเภทนี้ จนไม่สามารถ ถอนตัวออกมาได้ หมุนบัตรนั้น มาจ่ายบัตรนี้ ออกบัตรใหม่ เอามาจ่ายบัตรเก่า พอกพูนหนี้ขึ้นเรื่อย ๆ เหมือน ดินพอกหางหมู จนสุดท้าย ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ชีวิตนี้ ใช้หนี้อย่างเดียว

2.1 รายจ่ายประจำเดือน

หมายถึง รายได้ที่ค่อนข้างคงที่ หรือ ต้องจ่ายออกไปแน่นอนในแต่ละเดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ (อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นทำงาน เรายังไม่แนะนำให้คุณ ก่อหนี้บ้าน หนี้รถ ยกเว้น เว้นแต่คุณจำเป็นต้องใช้รถในการประกอบอาชีพ) ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ประเภท ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเตอร์เนท ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายของคุณพ่อคุณแม่ ของใช้ส่วนตัว

2.2 รายจ่ายไม่ประจำเดือน

หมายถึง รายจ่ายที่มาเป็นบางเดือน ไม่ได้จ่ายประจำทุกเดือน เช่น ค่าซ่อมบำรุงบ้าน ซ่อมบำรุงรถยนต์ ค่าเบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันภัยรถยนต์ ค่าเทอมลูก ค่ารักษาพยาบาล งานสังคม เช่น งานศพ งานแต่งงาน การกุศลต่าง ๆ การวางแผนค่าใช้จ่ายไม่ประจำเดือน นั้นจะยากกว่า แบบประจำเดือน เหตุเพราะ ส่วนใหญ่เรามักไม่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะยังมองไม่เห็นค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในเดือนปัจจุบัน และ ค่าใช้จ่าย หลายๆรายการ เราไม่รู้ว่าจะต้องใช้เมื่อไหร่ และ เท่าไหร่ เช่น ค่าซ่อมบำรุงบ้าน รถยนต์ หรือ ค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น หากเราไม่สามารถประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ล่วงหน้า และ ไม่กันออกจากเงินเดือนในแต่ละเดือน แยกเก็บไว้อีกบัญชีนึง

พอเวลามีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ก็มักหนีไม่พ้น ต้องนำเงินออม (ถ้ามี) ออกมาจ่าย หรือ หยิบยืมคนอื่น หรือ กู้ยืมจากสินเชื่อส่วนบุคคล กระทั่งบางคน ต้องไปกู้นอกระบบ จะเห็นว่า ที่คนต้องเป็นหนี้ดอกเบี้ยสูง ๆ สาเหตุนึง เพราะขาดการวางแผน การบริหารจัดการค่าใช้ที่เหมาะสมและรอบคอบ หรือ อาจจะเรียกได้ว่า ประมาทกับชีวิตมากไป ช่วงวิกฤตโควิด เราจะเห็นตัวอย่างแบบนี้มากมาย คือคนยังหมุนบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ก่อหนี้ไปได้เรื่อย ๆ ตราบที่ยังมีรายได้เข้ามา แต่พอเกิดวิกฤตโควิด รายได้ลด หรือ ตกงาน วงจรการหมุนก็ขาดลงทันที เมื่อวงจรสะดุด หนี้สินทั้งหมดก็ถาโถมเทกระหน่ำเข้าใส่ร่างทันที

3. ควบคุมรายจ่าย

อันนี้คุณต้องใช้ เทคนิค ทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ อย่าเพิ่งทำบัตรเครดิต ให้ลบแอพพลิเคชั่น e-commerce อย่าง Lazada shoppe หรือ พวก Delivery ต่าง ๆ ออกจาก มือถือคุณซะ ผมบอกแล้ว ว่า ทำให้การใช้จ่ายเงินเป็นเรื่องยาก ใช่ครับ มันอาจจะทำให้ชีวิตคุณดูยุ่งยากขึ้น แต่นั้นคือ ทางที่จะช่วยให้คุณ ใช้จ่ายน้อยลง คิดก่อนใช้มากขึ้น รวมถึงการไม่ไปเดินตลาดนัด หรือ ห้างสรรพสินค้าบ่อย ๆ พยายามใช้จ่ายเป็นเงินสด เพราะชีวิตทุกวันนี้ กิจกรรมส่วนใหญ่ในชีวิตเรา มักเป็นเรื่องใช้จ่ายเงิน มากกว่า บริหารจัดการเงิน เราจึงต้องทำให้มันยาก ไม่สะดวก

4. แบ่งรายได้หลังภาษี ออกเป็น 4 กอง

แบ่งรายได้หลังภาษี

4.1 กองเงินสำรองฉุกเฉิน

ตามหลักวางแผนการเงินโดยทั่วไป แนะนำไว้ ระหว่าง 3-6 เดือน ของ รายได้/เดือน สมมติคุณมีเงินเดือน 30,000/เดือน ก็ให้มีเงินสำรองฉุกเฉินอยู่ระหว่าง 90,000-180,000 หรือ กลมๆ ก็ 100,000-200,000 บาท ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า สำรองฉุกเฉิน ดังนั้น วัตถุประสงค์ของเงินบัญชีนี้ ก็ เป็นเงินเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ตกงานกะทันหัน หรือ ประสบความเจ็บป่วย หรือ อุบัติเหตุ ต้องมีค่าใช้จ่ายทันที ซึ่งตรงนี้ เรามีพระเอกตัวช่วย คือ การทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง หรือ ประกันอุบัติเหตุ ซึ่ง จะช่วยได้มาก ๆ กับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด วิธีที่ฉลาด ก็คือ เราอาจจะแบ่งเงินบางส่วนจากกองทุนนี้ มาเลือกทำประกันเพื่อปกป้องเงินออมทั้งหมดของเราได้

4.2 กองใช้จ่ายประจำเดือน และ ไม่ประจำเดือน แยกให้ชัด เท่าไหร่ ใช้เท่าที่ตั้งงบประมาณเอาไว้

4.3 กองสำหรับลงทุน

แบ่งรายได้ของคุณออกมาอย่างน้อย 10% เพื่อเอาไว้ลงทุน ซึ่งการลงทุนที่ถูกต้องนั้น ทัศนคติที่มีต่อการลงทุนมาก่อน คุณต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อการลงทุน รู้ตัวว่า การลงทุนแต่ละอย่างที่เราเลือก มีเป้าหมายเพื่ออะไร ที่ชัดเจน และ เน้นการลงทุนระยะยาวมากกว่าระยะสั้น เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ (หุ้นกู้ พันธบัตร กองทุนรวมตราสารหนี้) หุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น ทองคำ แม้กระทั่งสลากออมสิน และแน่นอน การเริ่มต้นลงทุน ไม่ใช่การนำเงินไปซื้อสินทรัพย์เพื่อลงทุน แต่เป็นการลงทุนในการหาความรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่เราต้องการจะลงทุน

4.4 กองเก็บเพื่อเก็บ

กองนี้ เน้นการคงอยู่ของเงินต้น มากกว่า เน้นผลตอบแทนสูง เป็นกองที่เน้นความมั่นคงมากกว่าความมั่งคั่ง เช่น กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่เน้นไปที่การใช้เงินหลังเกษียณ หรือ ประกันบำนาญ

4. วางแผนภาษี

วางแผนภาษี

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า ภาษี เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรเลี่ยงเด็ดขาด ดังนั้น จงเปิดรับ แนวคิดการวางแผนภาษี ศึกษาหาข้อมูลและเงื่อนไขของเครื่องมือลดหย่อนประเภทต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับคุณ ไม่ว่า จะเป็น ประกันชีวิต ประกันบำนาญ RMF SSF ดอกเบี้ยบ้านที่อยู่อาศัย และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้ ผมอยากแบ่งปันเทคนิคนึง สำหรับผู้ที่นิยมยื่นภาษีแล้ว ขอภาษีที่ชำระไว้เกินในช่วงต้นปีถัดไป เงินก้อนนี้ เมื่อได้มา เราต้องหักห้ามใจ โดยโอนเข้า บัญชีกองเงิน เพื่อลงทุน หรือ เก็บเพื่อเก็บทันที เพื่อป้องกันเงินก้อนนี้ ไม่ให้ถูกเราเอาไปใช้หมดเสียก่อน แหมเราอุตส่าห์ลงทุนกับ เครื่องมือลดหย่อนภาษี เพื่อได้ภาษีคืนกลับมา เอาไปใช้หมดซะอย่างงั้น ได้อย่างไร

สรุปง่ายๆ กับการ วางแผนการเงินมนุษย์เงินเดือน

เพียงเท่านี้ เราก็สามารถใช้ชีวิต ใช้เงินที่หามาในแต่ละเดือนด้วยความสุข และ สบายใจ เพราะ เราได้วางแผนไว้อย่างรัดกุม ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์แล้ว และ แน่นอน การพยายามพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เรามีโอกาสสำหรับการสร้างรายได้ของเราให้เติบโตขึ้นทุก ๆ ปี ซึ่งเราก็จะยิ่งมีเงินเหลือเก็บ เหลือลงทุนมากขึ้น ๆ คำว่า “อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน” ยังเป็นคำพังเพย ที่ไม่ล้าสมัยเลย สำหรับ คนที่อยากมีทั้งความ มั่งคั่ง และ มั่นคง ทางการเงิน

Black Swan Planner บริการวางแผนการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของคุณ