อาชีพตัวแทนประกันชีวิต ยังดี จริงหรือ ?

อาชีพตัวแทนประกันชีวิตยังดีหรือไม่ ?

 

อาชีพตัวแทนประกันชีวิต ยังมีอนาคตที่ดีอยู่หรือไหม คำถามนี้ อาจจะอยู่ในใจใครหลายๆคนที่กำลังประกอบอาชีพตัวแทนประกันชีวิตอยู่ หรือ อีกหลายๆคนที่กำลังสนใจอยากเดินเข้ามาในอาชีพตัวแทนประกันชีวิตนี้

 

ในยุคที่เราเจอทั้ง สถานการณ์การระบาดรุนแรงของมหันภัยไวรัสโควิด 19 และ การดิสรัปชั่น การใช้เทคโนโลยี และจากโซเชี่ยลมีเดีย ลูกค้าจำนวนมากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ทำให้เกิดคำถามว่า แบบนี้ อาชีพตัวแทนประกันชีวิต ซึ่งลักษณะของการประกอบอาชีพ เป็นการออกพบลูกค้าแบบเจอหน้า ( Face to Face ) จึงจะเกิดประสิทธิผลสูงสุด (ผมเน้นคำว่า ประสิทธิผล นะครับ ไม่ใด้บอกว่า ประสิทธิภาพ) จะทำอย่างไร เพราะช่วงเวลานี้ การไปพบลูกค้า ก็มีความเสี่ยงทั้งการไปแพร่เชื้อ หรือ ไปรับเชื้อมา ประกอบกับ ลูกค้าจำนวนมาก ก็มีเวลาหาข้อมูลจากอินเตอร์เนท หรือ โซเชี่ยลมีเดีย มากขึ้น ยิ่งลูกค้ามีข้อมูลมากขึ้น ก็เกิดการเปรียบเทียบ การลังเลใจ หรือ การชะลอการตัดสินใจออกไป

 

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ลูกค้าผู้มุ่งหวังหลายๆคนอยากคุยผ่านช่องทางแชท เพื่อขอข้อมูลก่อน อาจจะยังไม่สะดวกที่จะให้ตัวแทนเข้าพบในทันที

 

แล้วแบบนี้ อาชีพตัวแทนประกันชีวิต จะยังน่าสนใจไหม จะยังมีอนาคตที่ดีอยู่ไหม

 

ก็ต้องมามองจากภาพใหญ่ไปสู่ภาพเล็กนะครับ ณ เวลานี้ จำนวนเบี้ยประกันชีวิต ในประเทศไทย คิดเป็น 3.82 % ของ GDP ประเทศไทย (GDP ประเทศไทยปี 2563 อยู่ที่ ประมาณ 16 ล้านล้านบาท) และจำนวนเบี้ยประกันต่อปีต่อประชากรบ้านเรา อยู่ที่ 8,701 บาท ซึ่งจะเห็นว่า ยังเป็นอัตราที่ต่ำมาก ขณะที่จากนี้ไป เศรษฐกิจของประเทศไทย กำลังจะเริ่มฟื้นตัวจากพิษโควิด 19 การฉีดวัคซีนกำลังดำเนินการไปอย่างเข้มข้น และคาดการณ์ว่า ภายในไตรมาส 1 ของปี 2565 เราน่าจะเริ่มเปิดประเทศได้แบบจริงจัง

 

ดังนั้น ระยะยาวธุรกิจประกันชีวิตยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ในขณะนี้ ตัวเลขจำนวนผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศไทยก็ยังอยู่ที่เพียงประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สิงคโปร์ จำนวนผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิต เกินกว่า 100% ดังนั้นในภาพใหญ่ ธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอย่างมาก แต่จะไม่เติบโตหวือหวา จะค่อยๆโตไปเรื่อยๆ เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว

 

ในฝั่งช่องทางการจำหน่ายผ่านตัวแทนก็ยังมีสัดส่วนเกินกว่า 50% โดยปี 2563 ที่ผ่านมา ช่องทางตัวแทนมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 53.37% เติบโตขึ้นเล็กน้อย แม้จะเป็นปีที่มีวิกฤติ โควิด ขณะที่ช่องทางอื่นๆลดลง ยกเว้นช่องทางผ่านดิจิตอลที่เติบโตขึ้นมาก (แต่กินสัดส่วนจำนวนน้อยเพียง 0.2% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด

 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ลูกค้าก็ยังคงนิยมและไว้วางใจในการทำประกันชีวิตผ่านตัวแทนประกันชีวิต มากกว่าช่องทางอื่นๆ เพราะสินค้าประกันชีวิต มิใช่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วๆไปที่ซื้อมาใช้/กิน แล้วหมดไป แต่มันคือ การบริการและความไว้วางใจระยะยาว ซึ่งตรงนี้ คือ จุดแข็งของตัวแทนประกันชีวิต ที่ช่องทางอื่นๆไม่สามาถเทียบได้

 

สุดท้ายสิ่งที่สำคัญจริงๆที่จะตัดสินว่า อาชีพตัวแทนประกันชีวิตจะยังดี สดใส มีอนาคตอยู่หรือไม่ อยู่ที่ตัวแทนเองต่างหาก คือ ภาพใหญ่ ยังไงธุรกิจนี้ก็เติบโต ช่องทางตัวแทนยังไงก็ยังมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ แต่อยู่ที่ ตัวแทนประกันชีวิตแต่ละคนมากกว่า ว่าจะทำอย่างไรจึงจะเติบโต

 

7 คำแนะนำสำหรับตัวแทนประกันชีวิตที่ต้องการเติบโตในระยาว

 

  1. หาจุดเด่นของคุณให้เจอ และ เน้นพัฒนาจุดเด่นนั้น จน “เด่นเหนือใคร” โลกทุกวันนี้ ลูกค้าที่มีคุณภาพ ต้องการ การบริการจากตัวแทนมืออาชีพ หรือ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พูดง่ายๆว่า ถ้าพูดถึง เรื่องนี้ ลูกค้า คิดถึงคุณเป็นคนแรก และ เวลา ลูกค้าจะแนะนำคุณให้กับเพื่อนๆญาติๆของเค้า เค้าจะแนะนำคุณสมบัติด้านนั้นๆของคุณ

 

  1. เน้นความสัมพันธ์ระยะยาว (กับคนที่ใช่) มากกว่า การพยายามจะสร้างแต่ผลผลิต (ระยะสั้น) ผมเข้าใจดีว่า ผลผลิตสำคัญต่อรายได้ของตัวแทนขนาดไหน แต่อย่าทำงานมุ่งผลผลิต จนทำลายความสัมพันธ์ระยะยาวของคุณกับลูกค้า

 

  1. ระบุให้ชัดเจนว่า ลูกค้าเป้าหมาย หรือ ตลาดเฉพาะด้านของคุณ คือใคร อย่างที่บอกไปในข้อ 1 จุดเด่นของคุณจะเด่นได้จริง ต่อเมื่อ อยู่กับกลุ่มตลาดที่ใช่

 

  1. สร้างนิสัยการทำงานที่ดี โดยกำหนด กิจวัตรประจำวัน ให้ชัดเจน เรียบง่าย ทำได้จริง เช่น ทาบทามลูกค้าใหม่ วันละ 2 คน หรือ สัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 10 คน และ ทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องสำคัญ ในแต่ละวัน หมายความว่า ถ้างานสำคัญนี้ยังไม่ลุล่วง จะยังไม่ทำอย่างอื่น ตรงนี้เรียกว่า “กิจกรรมสำคัญ” ที่มี “ตัวเลขสำคัญ” คอยกำกับ

 

  1. พัฒนาตนเองผ่านการเรียนรู้ ตรงนี้สำคัญที่ “การเลือก” ปัจจุบัน มีการอบรมความรู้ ทักษะใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมของเราอย่างมาก แต่จงเลือก “ให้ถูกต้อง และ เหมาะสม” กับคุณในแต่ละช่วงเวลา เป็นไปไม่ได้ ที่คุณจะเรียนทุกอย่าง เพราะคุณจะกลายเป็น คนที่มีแต่ความรู้ แต่ ไม่สามารถใช้ความรู้เหล่านั้นได้

 

  1. หาโค้ชที่สามารถช่วยให้คุณเติบโตก้าวกระโดดได้ คุณรู้หรือไม่ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ นักกีฬามืออาชีพ หรือ ผู้ที่สำเร็จในแวดวงต่างๆ ล้วนมีโค้ช คอยชี้แนะจุดต่างๆ คอยตั้งคำถามให้เกิดการลงมือหาคำตอบในการพัฒนาตนเอง จงเลือกโค้ชที่ใช่ ที่มีประวัติความสำเร็จในด้านที่คุณอยากจะประสบความสำเร็จ และจงจ่ายราคาเรียนรู้จากบุคคลเหล่านั้น

 

  1. ตระหนักรู้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีคำว่า “สำเร็จชั่วข้ามคืน” ทุกความสำเร็จล้วนต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะ ต้องผ่านอุปสรรค ความท้าทาย บททดสอบมักจะมาในรูปแบบต่างๆ ให้เรายอมแพ้ ถอดใจ ดังนั้น จงรู้ไว้ว่า ในขณะที่คุณพบกับบททดสอบ และคุณผ่านมันไปได้ นั่นคือ คุณกำลังเติบโตขึ้น และเข้าใกล้เป้าหมาย

 

สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้ เพื่อนตัวประกันชีวิตทุกท่านและผู้ที่กำลังสนใจจะเข้ามสู่อาชีพที่แสนจะท้าทายนี้  จงค้นพบเส้นทางของตนเองให้เจอเร็วที่สุด และ มุ่งสู่การเดินทางบนเส้นทางนั้น อย่างมุ่งมั่น ไม่หวั่นไหว และ จงเก็บเกี่ยวความสำเร็จในแต่ละวันที่เกิดขึ้น จนไปถึงจุดหมายปลายทางครับ

“Success is the journey not the destination”

 

By Blackswan Planner

Leave a Reply

Your email address will not be published.